2007/Sep/11

เคยได้ยินว่ามีคนบอกไว้ว่า "สิ่งที่เราชอบกับสิ่งที่เราเป็นมันคนละเรื่องกัน" (เลย)
นั่งๆฟังก็ไม่ได้คิดอะไร
แต่พอมานั่งคิดดู
มันจริงแฮะ
บางอย่างที่เราคิดว่าชอบ คิดว่าอยากทำ
แต่พอลองทำดูแล้ว มันคนละเรื่องเลย
มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเอาไว้
แต่บางอย่างที่เคยคิดมาตลอดว่าไม่ชอบ
ไม่อยากทำ ไม่น่าสนใจ
แต่พอลองทำดู กลับชอบ
คือมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
สิ่งที่เราชอบคือสิ่งที่เราอาจจะชอบเมื่อมันไม่ใช่งาน
เพราะถ้าเป็นงานแล้ว
แปลว่ามันต้องจริงจัง
พอมันจริงจัง มันก็มีข้อจำกัดเยอะ
ทำให้เราไม่สามารถทำสิ่งที่เราชอบได้อย่างที่เราอยากทำอย่างเต็มที่
เราต้องทำสิ่งที่เราชอบด้วยข้อจำกัด ด้วยกฎเกณฑ์หลายๆอย่าง
ทำให้เราเบื่อมัน
แปลว่า บางอย่างถ้าเป็นงานอดิเรกจะดีกว่าเป็นงานจริงจัง
คือเราสามารถทำมันได้อย่างเต็มที่ตามความต้องการ
โดยไม่มีกรอบอะไรมากั้นไว้

"สิ่งที่เราเป็น" ในที่นี้หมายความได้2อย่าง
หนึ่ง คือ สิ่งที่เราต้องเป็น ซึ่งคืออาชีพของเรา
สิ่งที่เราต้องใช้เลี้ยงชีพ ต้องทำแล้วได้เงินมา
สอง คือ สิ่งที่เราเป็น คือตัวตนของเราจริงๆ
คือความเป็นเราจริงๆ

อยากจะบอกว่า
บางอย่างที่เรารู้ตัวแล้วว่าชอบ รู้ว่าเป็นแน่ๆ
แต่ด้วยโอกาสและจังหวะ
ทำให้เราเป็นไม่ได้
ทำให้ต้องเป็นอย่างอื่นแทน
หรือ
บางอย่างที่เราคิดว่าชอบ
แต่พอลองทำจริง มันกลับไม่ใช่
แต่มันทำให้เราได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา
ตัวตนที่แม้แต่ตัวเราเองไม่เคยได้รับรู้มาก่อน
นั่นคือ การค้นพบตัวเองอย่างจริงจัง

สองอย่างนี้คือสิ่งที่จะบอกเราได้ว่า
"สิ่งที่เราเป็น" คือ ความหมายแบบใดกันแน่
เป็น เพราะต้องเป็น โดยอาชีพ
หรือว่า เป็น เพราะเป็นอยู่แล้ว โดยตัวตน


ความคิดนี้มันผุดขึ้นมาตอนนั่งฟังสัมมนา
เรื่องสารคดี ที่มีพิธีกรกบนอกกะลามาพูด
คนนึงจบศิลปศาสตร์ อีกคนจบถาปัด
แต่มาทำโทรทัศน์ ไม่มีใครจบนิเทดมาโดนตรง
แต่ก็ทำได้ อืม เท่านั้นแหละ

ps.ชีวิตยังอีกยาวไกล ต้องค้นหาต่อไป หวังว่าซักวันคงค้นเจอ ^_^


edit @ 2007/09/11 16:23:55

2007/Sep/01

ชีวิตคนเรามีอยู่สองแง่
คือแง่ร้ายและแง่ดี
ถ้าเรามองมันให้ร้าย ชีวิตมันก็จะร้าย
แค่ถ้าเรามองให้มันดี มันก็จะดี
บางทีเรื่องดีๆมากมายก็เข้ามาในชีวิตเรา
แต่บางครั้งก็มีเรื่องแย่ๆเข้ามาบ้าง
สลับสับเปลี่ยนกันไป
เรื่องที่ดี แม้ว่ามันดีแค่ไหน
แต่หากเรารู้สึกแย่ รู้สึกว่ามันร้าย
มันก็ร้ายกับเรา
เรื่องที่ร้าย แม้ว่ามันแย่แค่ไหน
แต่หากเรารู้สึกดีกับมัน
มันก็ดีกับเรา
แม้กระทั่งสงคราม
สิ่งที่ใครๆก็มองว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดแล้วสำหรับมนุษยชาติ
ก็ยังคงมีคนมองมันด้วยความสวยงามอยู่

ในฐานะคนดู เราคงจะพูดได้ว่า
"life is beautiful" ในช่วงครึ่งแรกของหนัง
เพราะความสนุกสนาน เบาสมอง ดูแล้วไม่เครียด
ปรากฎอยู่ในส่วนแรกๆของหนัง
ทำให้เรารู้สึกว่าไม่เห็นว่าหนังมันจะเครียดตรงไหน
มันก็beautifulดีนี่นา
ตัวละครที่เป็นพ่อ เป็นตัวละครที่มีสีสันและมีชีวิตชีวามาก
เป็นตัวละครที่ทำให้เรารู้สึกสนุกไปกับหนัง
มุกตลกและฉากฮาๆหลายฉากมีอยู่เรื่อยๆ
แต่ขอย้ำว่าในช่วงแรก
พอหนังพาคนดูเข้าไปสู่ส่วนหลังของหนัง
มันเหมือนกับเอากระดาษขาวไปจุ่มหมึกสีดำ
ความดำค่อยๆเข้ามาอยู่ในหนังทีละนิด
จนกระทั่งดำ"เกือบ"สนิท
ที่ว่า"เกือบ"ก็เพราะตัวละครพ่อนี่เอง
หนังตั้งเค้าความมืดมาตั้งแต่ช่วงที่พ่อกับลูกถูกจับไปขึ้นรถไฟ
จนต้องมาอยู่ในค่ายกักกัน
หนังคงจะมืดสนิทไปแล้วถ้าไม่มีตัวละครลูกมาอยู่ด้วย
ลูกเปรียบเสมือนแสงสว่างของพ่อ ในยามสงครามเช่นนี้
ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ในเรื่องจะเลวร้ายแค่ไหน
สิ่งที่พ่อต้องเผชิญจะแย่แค่ไหน
แต่เพื่อลูก จะให้รู้สึกแย่ไม่ได้
ต้องมองสิ่งที่แย่ ให้รู้สึกดีเสมอ
แต่ถึงตัวพ่อจะทำให้ลูกรู้สึกดีแค่ไหน
และลูกจะรู้สึกดีเพียงใด
แต่คนดูไม่รู้สึกว่านั่นเป็นความรู้สึกดีเลย
รู้สึกได้ว่ามันเป็นความพยายามที่จะทำให้ความรู้สึกดีๆเกิดขึ้น
แต่ความเป็นจริงแล้วความหดหู่มันซุกซ่อนอยู่ข้างใน
ทุกครั้งที่พ่อพยายามทำให้เหตุการณ์ดีขึ้น
มันแฝงความหดหู่ เหงา เศร้า อยู่ลึกๆ
ข้างนอกยิ้ม แต่ข้างในหละ มันบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
ฉากที่ทำให้รู้สึกว่า ตัวละครสดใสขึ้นมาหน่อยก็คือ
ตอนที่พ่อกับลูกแอบใช้ไมโครโฟนเพื่อส่งเสียงให้แม่ที่อยู่ในค่าย
ได้ยินเสียง
ถึงแม้เพียงแค่วูบเดียว
แต่เชื่อว่าแม่คงไม่ได้รู้สึกดีแค่วูบเดียวอย่างแน่นอน
มันเป็นความสดใส สดชื่นอย่างแท้จริง
ในภาวะสงครามเช่นนี้

หนังอิตาเลียนเรื่องนี้ได้รับรางวัลoscarในปี1998
ในฐานะหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมและนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม
และอาจจะมีรางวัลอื่นๆอีก แต่ไม่แน่ใจ
ดูแล้วรู้สึกว่า คนคิดเนื้อเรื่องเก่งจัง
เก่งที่คิดได้ว่าในภาวะสงครามกลับคิดที่จะมีสิ่งสวยงามอยู่ในนั้นด้วย
แล้วยิ่งเป็นสิ่งสวยงามในรูปแบบนี้ ยิ่งทึ่งกับความคิด
ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่า Roberto Benigniควบ3ตำแหน่ง
คือ producer director actor
แล้วเขาก็ทำได้ดีในทุกๆหน้าที่
เอาเป็นว่าคุมหนังได้อยู่หมัดเลยละกัน
ฉากที่เศร้าและตลกไม่ลงเลยก็คือ
ฉากช่วงท้ายที่พ่อโดนจับ
แต่ต้องทำตลกให้ลูกเห็น
มันขำไม่ออกเลยจริงๆ
แต่หลังจากนั้น
หนังก็ไม่ทำให้เศร้าเกินไป
โดยการให้รางวัลกับลูกเป็นรถถัง
เป็นสิ่งที่ลูกอยากได้มาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว
แต่สรุปว่า แม้ว่าหนังจะมองโลกในแง่ดีแค่ไหน
จะทำให้สนุก ไม่เศร้า ไม่เครียด มีฉากตลกยังไง
แต่ความรู้สึกลึกๆแล้วมันก็อดที่จะหดหู่ไม่ได้อยู่ดี

แต่มันเป็นความหดหู่ที่สวยงามที่สุด เท่าที่เคยรู้สึกมา


edit @ 2007/09/11 16:25:59

2007/Aug/07

บางสิ่งเมื่อมองดูภายนอก ก็เห็นว่าสวยดี
แต่จะรู้บ้างไหมว่า ข้างในเป็นอย่างไร
บางคนแต่งตัวหรูหรา ฟู่ฟ่า
แต่จะรู้บ้างไหมว่า คนๆนั้นเป็นอย่างไร
สิ่งสวยงามมักจะมาพร้อมกับความไม่สวยงามเสมอ
ความไม่สวยงามมักถูกห่อหุ้มด้วยสิ่งสวยงาม ฉันใด
พระราชวังที่ยิ่งใหญ่ อลังการก็มาพร้อมกับความว่างเปล่า ฉันนั้น
เป็นความว่างเปล่าที่แม้แต่ ทองที่เหลืองอร่าม เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่หรูหรา
หรืออำนาจของกษัตริย์ที่ล้นฟ้า
ก็ไม่สามารถทำให้"ความว่าง"นั้น กลับ"มี"ขึ้นมาได้
ความว่างของจิตใจเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความมีของพระราชวัง
คนที่อยู่ภายในนั้นหาได้มีความสุขไม่
แต่คนภายนอกจะรู้หรือไม่ว่า
ฮ่องเต้ผู้ทรงอำนาจ ฮองเฮาผู้เย่อหยิ่ง รวมถึงรัชทายาทและโอรสทั้งสาม

มีความรู้สึกอย่างไร
ถ้าเรามัวแต่มองถึงความยิ่งใหญ่ภายนอกพระราชวังเพียงอย่างเดียว

เหตุการณ์ในหนังเกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง
ซึ่งเป็นยุคที่จีนนั้นรุ่งเรืองมาก
สังเกตได้จากพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ ประดับไปด้วยทองที่เหลืองอร่ามไปทั้งวัง
รวมถึงเครื่องแต่งกายที่ดูหรูหราด้วย
ช่วงนั้นเป็นยุคที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ
แม้แต่ฮองเฮาที่ไม่อยากกินยา แต่ก็ต้องฝืนใจกิน จะเหลือแค่จิบสองจิบก็ไม่ได้
เพราะคนที่สั่งให้กินนั้นคือฮ่องเต้ ซึ่งเป็นผู้ชาย
มีอยู่ตอนหนึ่งที่ชอบคือ ตอนที่ฮองเฮาพูดว่า
"ข้าต้องตายตามแบบที่พ่อของเจ้ากำหนด แต่ข้าจะไม่ขอตายโดยไม่สู้"
มันทำให้รู้สึกว่า ถึงแม้ต้องยอม แต่ก็แอบสู้อยู่ ไม่ได้ยอมง่ายๆ
ลองคิดดู ขนาดจะเป็นหรือตายยังต้องมีคนกำหนดให้เป็นอย่างนั้น
สำหรับตัวฮ่องเต้นั้น
ถึงแม้จะมีบุคลิกที่แข็งแกร่ง มีอำนาจล้นฟ้า
แต่ต้องยอมรับว่าคนที่มีลักษณะเช่นนี้ต้องมีความอ่อนแอซ่อนเร้นอยู่อย่างแน่นอน
ความแข็งแกร่งมาพร้อมกับความอ่อนแอเสมอเช่นกัน
แต่ด้วยความเป็นฮ่องเต้ จะแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น คงไม่ใช่เรื่องที่สมควรนัก
ฮ่องเต้ เป็นกษัตริย์ที่เข้มแข็ง เก่งกาจอาจหาญ สามารถดูแลคนทั้งประเทศได้
แต่เขาไม่สามารถควบคุมคนในครอบครัวได้
ครอบครัวของกษัตริย์เป็นแบบอย่างให้คนทั้งหลายได้แต่เพียงภายนอก
ภายนอกที่ดูสมบูรณ์ทุกอย่าง
แต่ภายในมีแต่ความล้มเหลว
ภายในที่ฮองเฮาไม่มีความสุข จนทำให้ต้องแอบลักลอบมีความสัมพันธ์กับรัชทายาท
ซึ่งก็คือลูกเลี้ยงของตัวเอง
ในบรรดาลูกทั้งสามคน คนที่น่าเห็นใจมากที่สุดก็คือ องค์ชายคนเล็ก
คนที่ไม่มีใครเหลียวแล หรือให้ความสนใจเลย
ทุกคนล้วนแต่ทำเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการทั้งนั้น
จนลืมที่จะใส่ใจลูกคนนี้
ตัวละครที่น่าสงสารอีกหนึ่งคนก็คือ ฮองเฮา
ฮองเฮา เป็นเหยื่อหรือผลกระทบของยุคที่ผู้ชายเป็นใหญ่
จะอยู่หรือตายก็โดนสั่ง อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว
พอมีความสัมพันธ์กับลูกเลี้ยง ก็โดนทอดทิ้งไปหาหญิงอื่น
ฮองเฮาจึงมีแต่ความว้าเหว่ในจิตใจ
จะทำได้ก็เพียงสู้ในแบบที่จะทำได้เท่านั้น
สรุปง่ายๆว่า ทุกคนในเรื่องนี้ล้วนแต่มีสิ่งแอบแฝง
ล้วนแต่มีสิ่งที่อยู่ภายในที่ถูกปกคลุมด้วยตัวตนภายนอกกันทั้งสิ้น
ฮ่องเต้ มีอำนาจ บารมี ยิ่งใหญ่ล้นฟ้า แต่ครอบครัวไม่เป็นครอบครัว
ฮองเฮา มีสีหน้า แววตาที่เฉยชา เสื้อผ้าอลังการ แต่ในใจสุดจะเงียบเหงา

ฉากที่บ่งบอกถึงความว่างเปล่าที่ชัดเจนที่สุด(ในความเห็น)ก็คือ
ฉากเกือบสุดท้าย ที่มีการฉลองเทศกาล
มีจุดพลุ มีอาหารออกมาเลี้ยง ประหนึ่งว่ามีงานรื่นเริง
ทั้งที่สภาพจริงๆแล้วเพิ่งจะมีทหารตายต่อหน้าต่อตาเป็นจำนวนมาก
เมื่อฮ่องเต้ ฮองเฮา และองค์ชายรอง นั่งอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยม
แต่ขาดองค์ชายคนโต และองค์ชายคนเล็ก
บรรยากาศในฉากนี้ให้ความรู้สึกว่าฉากหลังมันอลังการ
แต่สิ่งที่เกิดอยู่ตรงหน้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
มันเป็นงานเฉลิมฉลองความรื่นเริงที่ปกคลุมความเศร้าอยู่
เป็นฉากที่แสดงความยิ่งใหญ่พร้อมกับความสูญเสียมากที่สุดในคราวเดียวกัน
เมื่อไม่เหลืออะไรแล้ว สิ่งสวยงามภายนอกจะมีค่าอันใดได้อีก
แม้ฮ่องเต้จะแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แต่ในใจลึกๆแล้วเขาคงเจ็บปวดไม่แพ้ใครเหมือนกัน
สุดท้ายแล้ว ความยิ่งใหญ่อลังการก็เหลือแค่เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

หนังเรื่องนี้นับเป็นหนังระดับinternationalเรื่องที่สามของจางอี้โหมว
หลังจากเรื่อง HeroและHouse of flying daggers
เป็นหนังที่อลังการงานสร้าง ลงทุนไปมาก
และผลที่ได้รับกลับมาคุ้มค่ากับการลงทุน
บางคนคาดหวังก่อนดูว่าเรื่องนี้ จะเป็นหนังที่มีเนื้อเรื่องยิ่งใหญ่
เพราะดูจากฉาก การโฆษณาแล้ว มันชวนให้คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น
แต่เมื่อดูแล้วจะพบว่าเป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องครอบครัวเล็กๆของคนใหญ่ๆ
การที่หนังมีฉากอลังการที่เข้าขั้น"เว่อร์"เหมือนเป็นการเสียดสีตัวหนังเอง
คือ มีความใหญ่ของฉากภายนอก แต่ตัวเนื้อหาข้างในนั้นเละ
เละในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าเนื้อหาไม่ดี แต่หมายถึงครอบครัวนั้นเละเทะ
สะท้อนสภาพสังคมในสมัยนั้นได้อย่างดี
นอกจากนี้นักแสดงทุกคนก็สวมบทบาทได้อย่างเหมาะสม
โจวเหวินฟะ เป็นฮ่องเต้ที่ร้ายกาจพร้อมกับมาดเผด็จการได้เป็นอย่างดี
กงลี่ เป็นฮองเฮาที่น่าสงสาร เห็นใจ ในขณะเดียวกันก็น่าเกรงขาม
ทุกฉากที่ออกมาทำให้หนังดูดี เข้มข้นขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อโจวเหวินฟะปะทะกับกงลี่
ทำให้หนังน่าติดตามมากขึ้น
เอาเป็นว่า แค่มาดูการแสดงของสองคนนี้ก็คุ้มกับเวลาที่เสียไปแล้ว
ส่วนเนื้อเรื่องก็ดูง่าย ไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนแต่อย่างใด
สำหรับเจย์ โชว์นั้น ออกมาน้อยไปหน่อย
แต่ก็ยังคงความเท่ ความแมนได้ดี
สิ่งที่ชอบที่สุดคือตัวละครทุกตัวมีความเป็นคน มีความเป็นจริง
มีดีมีร้าย อยู่ในตัว แต่ก็มีเหตุมีผล
ไม่ใช่ว่าร้ายก็ร้ายไม่มีเหตุผล หรือดีก็ดีซะจนดูไม่ใช่คน ไม่มีความเป็นจริง
สรุปง่ายๆว่า ความตระการตาของหนังไม่สามารถปกปิดความรู้สึกที่"สูญเสีย"ได้
สุดท้าย เพลงตอนจบเพราะดี เข้ากับอารมณ์ของเนื้อเรื่องและตอนจบของหนัง


ps."ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่มีความจริงแอบแฝงอยู่ข้างใน เพียงแต่ว่าคุณจะมองเห็นหรือไม่"



บะหมี่หยกหกก้อน
View full profile