2007/Sep/01

ชีวิตคนเรามีอยู่สองแง่
คือแง่ร้ายและแง่ดี
ถ้าเรามองมันให้ร้าย ชีวิตมันก็จะร้าย
แค่ถ้าเรามองให้มันดี มันก็จะดี
บางทีเรื่องดีๆมากมายก็เข้ามาในชีวิตเรา
แต่บางครั้งก็มีเรื่องแย่ๆเข้ามาบ้าง
สลับสับเปลี่ยนกันไป
เรื่องที่ดี แม้ว่ามันดีแค่ไหน
แต่หากเรารู้สึกแย่ รู้สึกว่ามันร้าย
มันก็ร้ายกับเรา
เรื่องที่ร้าย แม้ว่ามันแย่แค่ไหน
แต่หากเรารู้สึกดีกับมัน
มันก็ดีกับเรา
แม้กระทั่งสงคราม
สิ่งที่ใครๆก็มองว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดแล้วสำหรับมนุษยชาติ
ก็ยังคงมีคนมองมันด้วยความสวยงามอยู่

ในฐานะคนดู เราคงจะพูดได้ว่า
"life is beautiful" ในช่วงครึ่งแรกของหนัง
เพราะความสนุกสนาน เบาสมอง ดูแล้วไม่เครียด
ปรากฎอยู่ในส่วนแรกๆของหนัง
ทำให้เรารู้สึกว่าไม่เห็นว่าหนังมันจะเครียดตรงไหน
มันก็beautifulดีนี่นา
ตัวละครที่เป็นพ่อ เป็นตัวละครที่มีสีสันและมีชีวิตชีวามาก
เป็นตัวละครที่ทำให้เรารู้สึกสนุกไปกับหนัง
มุกตลกและฉากฮาๆหลายฉากมีอยู่เรื่อยๆ
แต่ขอย้ำว่าในช่วงแรก
พอหนังพาคนดูเข้าไปสู่ส่วนหลังของหนัง
มันเหมือนกับเอากระดาษขาวไปจุ่มหมึกสีดำ
ความดำค่อยๆเข้ามาอยู่ในหนังทีละนิด
จนกระทั่งดำ"เกือบ"สนิท
ที่ว่า"เกือบ"ก็เพราะตัวละครพ่อนี่เอง
หนังตั้งเค้าความมืดมาตั้งแต่ช่วงที่พ่อกับลูกถูกจับไปขึ้นรถไฟ
จนต้องมาอยู่ในค่ายกักกัน
หนังคงจะมืดสนิทไปแล้วถ้าไม่มีตัวละครลูกมาอยู่ด้วย
ลูกเปรียบเสมือนแสงสว่างของพ่อ ในยามสงครามเช่นนี้
ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ในเรื่องจะเลวร้ายแค่ไหน
สิ่งที่พ่อต้องเผชิญจะแย่แค่ไหน
แต่เพื่อลูก จะให้รู้สึกแย่ไม่ได้
ต้องมองสิ่งที่แย่ ให้รู้สึกดีเสมอ
แต่ถึงตัวพ่อจะทำให้ลูกรู้สึกดีแค่ไหน
และลูกจะรู้สึกดีเพียงใด
แต่คนดูไม่รู้สึกว่านั่นเป็นความรู้สึกดีเลย
รู้สึกได้ว่ามันเป็นความพยายามที่จะทำให้ความรู้สึกดีๆเกิดขึ้น
แต่ความเป็นจริงแล้วความหดหู่มันซุกซ่อนอยู่ข้างใน
ทุกครั้งที่พ่อพยายามทำให้เหตุการณ์ดีขึ้น
มันแฝงความหดหู่ เหงา เศร้า อยู่ลึกๆ
ข้างนอกยิ้ม แต่ข้างในหละ มันบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
ฉากที่ทำให้รู้สึกว่า ตัวละครสดใสขึ้นมาหน่อยก็คือ
ตอนที่พ่อกับลูกแอบใช้ไมโครโฟนเพื่อส่งเสียงให้แม่ที่อยู่ในค่าย
ได้ยินเสียง
ถึงแม้เพียงแค่วูบเดียว
แต่เชื่อว่าแม่คงไม่ได้รู้สึกดีแค่วูบเดียวอย่างแน่นอน
มันเป็นความสดใส สดชื่นอย่างแท้จริง
ในภาวะสงครามเช่นนี้

หนังอิตาเลียนเรื่องนี้ได้รับรางวัลoscarในปี1998
ในฐานะหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมและนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม
และอาจจะมีรางวัลอื่นๆอีก แต่ไม่แน่ใจ
ดูแล้วรู้สึกว่า คนคิดเนื้อเรื่องเก่งจัง
เก่งที่คิดได้ว่าในภาวะสงครามกลับคิดที่จะมีสิ่งสวยงามอยู่ในนั้นด้วย
แล้วยิ่งเป็นสิ่งสวยงามในรูปแบบนี้ ยิ่งทึ่งกับความคิด
ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่า Roberto Benigniควบ3ตำแหน่ง
คือ producer director actor
แล้วเขาก็ทำได้ดีในทุกๆหน้าที่
เอาเป็นว่าคุมหนังได้อยู่หมัดเลยละกัน
ฉากที่เศร้าและตลกไม่ลงเลยก็คือ
ฉากช่วงท้ายที่พ่อโดนจับ
แต่ต้องทำตลกให้ลูกเห็น
มันขำไม่ออกเลยจริงๆ
แต่หลังจากนั้น
หนังก็ไม่ทำให้เศร้าเกินไป
โดยการให้รางวัลกับลูกเป็นรถถัง
เป็นสิ่งที่ลูกอยากได้มาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว
แต่สรุปว่า แม้ว่าหนังจะมองโลกในแง่ดีแค่ไหน
จะทำให้สนุก ไม่เศร้า ไม่เครียด มีฉากตลกยังไง
แต่ความรู้สึกลึกๆแล้วมันก็อดที่จะหดหู่ไม่ได้อยู่ดี

แต่มันเป็นความหดหู่ที่สวยงามที่สุด เท่าที่เคยรู้สึกมา


edit @ 2007/09/11 16:25:59

Comment

Comment:

Tweet


บะหมี่หยกหกก้อน
View full profile